อดีตวิศวกรเตรียมมอบซากสัตว์ป่า ที่คุณตาสะสม 30 ปี เป็นสมบัติแผ่นดิน

    นายไตรภพ ทศธำรมย์ อดีตวิศวกรสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ‘ไอซ์ ไตรภพ’ พร้อมภาพซากสัตว์ป่าคุ้มครองหลายชนิด มีข้อความระบุว่าจำความได้ตั้งแต่เด็ก ผมไม่กล้าเข้าบ้านหรืออยู่บ้านคนเดียวก็เพราะสิ่งของเหล่านี้ที่แขวนอยู่บนผนังบ้าน มองไปทีไรเหมือนเป็นสุสานของความเศร้าแขวนอยู่บนผนังบ้านตลอดเวลา ดูยังไงก็มองไม่เห็นว่ามันเป็นสิ่งของล้ำค่าหรือเป็นของสวยงามแม้แต่น้อย

    จนผ่านมาถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับค่านิยมผิดๆที่ตาของผมสะสมไว้ในบ้านมาตลอด30ปี ตอนนี้ตาของผมเสียชีวิตไปแล้วครับ แต่ของเหล่านี้ยังอยู่เหมือนเดิม แม้ผมรู้ว่าวันเวลาผ่านไป สิ่งของเหล่านี้มันมีมูลค่ามากสำหรับคนบางคน ซึ่งมีคนติดต่อขอซื้อผมในราคาที่สูงก็ตาม ผมขอแสดงเจตนารมณ์ตรงนี้ว่า ผมไม่ขายหรือจำหน่ายสิ่งของเหล่านี้ไม่ว่ากรณีใดๆ ผมและคนในบ้านตั้งใจอยากหยุดค่านิยมผิดๆเหล่านี้ โดยผมพร้อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งมอบคืนซากสัตว์ป่าคุ้มครองเหล่านี้กลับคืนเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ในสาธารณะประโยชน์ด้านการศึกษาหรือเข้าสู่กระบวนการทำลายซากสัตว์ป่าคุ้มครองเหล่านี้ต่อไป

    ฝากทุกคนช่วยแชร์สิ่งนี้ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกดีๆให้กับคนรุ่นหลังและสังคมไทยด้วยนะครับ ช่วยกันยุติค่านิยมผิดๆที่คนรุ่นเก่ารุ่นแก่บางคนเคยสร้างกันมา ไม่ให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าหรือให้ความนิยมกับสิ่งของเหล่านี้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันเป็นการแก้ปัญหาจากต้นเหตุอย่างยั่งยืน แม้บางคนอาจจะคิดว่าเป็นทฤษฎีลมๆแล้งก็ตาม แต่เมื่อคนไม่มีค่านิยมเหล่านี้ ก็ย่อมไม่มีความต้องการ เมื่อไม่มีความต้องการ ก็ย่อมไม่มีการล่า เมื่อไม่มีการล่า ก็ย่อมไม่มีการสูญเสีย เมื่อไม่มีการสูญเสีย ก็ย่อมไม่เกิดการสูญพันธุ์ สัตว์ไม่ควรสูญพันธุ์ คนทำชั่วที่ไม่กล้ายอมรับผิดต่างหากที่ควรสูญพันธุ์

    เมื่อคนรุ่นหลังมีจิตสำนึกที่ดีขึ้นแล้ว หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าผู้เสียสละทุกท่านจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก(เกินค่าแรง) ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องท้อถอยในอาชีพ และมีแรงกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องผืนป่าจากน้ำมือคนชั่ว(ที่มันเหลือน้อยและใกล้จะสูญพันธุ์)ต่อไป ฝากกำลังใจให้กับคนดีที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมทั้งอยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังนะครับ ที่ทำดีเป็นต้นแบบโดยไม่เกรงผลกระทบหรืออธิพลใดๆ ขอบคุณที่เสียสละทำหน้าที่ปกป้องทรัพยากรของชาติอย่างสุดความสามารถ ผมคงทำหน้าที่ของประชากรไทยได้ดีที่สุดได้เพียงเท่านี้ ด้วยความเคารพอย่างสูง / ไอซ์ ไตรภพ (อดีตวิศวกรสิ่งแวดล้อมไทย)’

ตำรวจนำตัว 6 โจ๋ รุมกระทืบ ตำรวจ ทำแผนกลางดึก ชาวบ้านแห่ดูโฉมหน้าก่อนกรูรุมประชาทัณฑ์

    จากกรณีที่มีกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายดาบตำรวจสมใจ คงมาลายู เจ้าหน้าตำรวจ สภ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 11 ก.พ.2561 ขณะที่ ด.ต.สมใจ คงมาลายู ตำรวจจร.สภ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา กำลังขับรถกลับห้องพักใกล้เคียงกับร้านสะดวกซื้อ บริเวณสี่แยกโคกมะลิ ต.นครหลวง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

    ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับตัวได้ทั้งหมดโดยอ้างว่าไม่รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เมื่อเวลา 22.00 น.วันเดียวกัน บริเวณจุดเกิดเหตุ โดยนำตัว 6 โจ๋ได้แก่ 1.นายกิตติศักดิ์ สุขวิชัย 22 ปี 2.นายวรุฒน์ ศิลปสุข 25 ปี 3.นายณัฐวุฒิ กังวลทรัพย์ 26 ปี 4.นายณัฐวุฒิ เกิดสมบูรณ์ 24 ปี 5.นายเตวิช แสงบุญไทย 18 ปี 6.นายพิชิตชัย เจริญฤทธิ์ 24 ปี พร้อมตั้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส

    บรรยากาศเป็นไปท่ามกลางความโกรธแค้น เนื่องจากดาบตำรวจสมใจ คงมาลายู ตำรวจจร.สภ.นครหลวง เป็นคนนิสัยดี ตรงไปตรงมา เป็นที่รัก มักคุ้นของคนในชุมชนระแวกดังกล่าว หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทำแผนเสร็จกำลังจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดขึ้นรถ ชาวบ้านที่มารอดูหน้ากลุ่มผู้ต้องหา ต่างกรูเข้าไปรุม ประชาทัณฑ์ ด้วยความโกรธแค้น เจ้าหน้าที่ต้องเร่งนำตัวทั้งหมดขึ้นรถตำรวจที่จอดรอยู่ออกไปอย่างทุลักทุเล

ขอบคุณที่มา :  news.mthai.com

ยกมือไหว้ขอโทษหน้ากล้องวงจรปิด ทิ้งโน้ตวอนอย่าแจ้งความ

      โจรเดินมาเข้าไปหยิบซองบุหรี่ไม่ถึง 5 นาทีรีบเดินเอามาวางคืนพร้อมถึงโน้ตอย่าแจ้งความ ด้านเจ้าของร้านเผยไม่ติดใจเอาความเห็นว่าสำนึกผิด ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในร้าน 19th บาร์ แอนด์ กริลล์ ในตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะชายวัยรุ่นคนหนึ่งสวมเสื้อกันหนาวแบบฮู้ด สวมกางเกงขาสั้นเดินเข้ามาภายในร้าน ก่อนตรงมายังโต๊ะที่อยู่ด้านในเพื่อหยิบซองบุหรี่ที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเดินออกไปจากร้าน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 02.56 น. (วันที่ 10 กุมภาพันธ์)

      แต่เวลาผ่านไปเพียง 5 นาที ( 03.01 น.) ชายหนุ่มรายนี้ก็เดินย้อนกลับมาภายในร้าน แล้วนำซองบุหรี่พร้อมกระดาษโน้ตมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะยกมือไหว้หน้ากล้องวงจรปิดถึง 2 ครั้ง จากนั้นชายหนุ่มรายนี้ก็เดินหันหลังกลับออกไปทันทีต่อมารุ่งเช้าเจ้าของร้านและพนักงานได้เดินทางมายังร้านจึงเหตุโน้ตที่วางอยู่บนโต๊ะ เขียนข้อความ “อย่าแจ้งตำรวจเลยผมแค่เห็นซองบุหรี่เลยเข้าไปดู ผมขอโทษนะครับที่ทำแบบนี้ อย่าแจ้งตำรวจเลยขอนะครับ ขอร้อง” จึงรีบไปเปิดดูกล้องวงจรปิดก็เห็นพฤติกรรมของชายหนุ่มซึ่งเป็นโจรกลับใจรายนี้ จนสร้างความแปลกใจให้กับเจ้าของร้านและพนักงาน

     ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อสอบถามไปยังเจ้าของคลิปที่นำภาพมาโพสต์ ได้รับคำตอบว่า ที่นำคลิปมาโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียเพราะต้องการเตือนสติคนที่ริอยากเป็นโจรเข้ามาขโมยของภายในร้าน ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีโจรเข้ามาขโมยกระถางต้นไม้ไป ส่วนโจรร้ายนี้คาดว่าน่าจะเห็นว่าร้านติดกล้องวงจรปิดจึงกลับใจไม่ขโมยของ แถมยังยกมือไหว้ขอโทษผ่านกล้อง และเขียนโน้ตขอร้องไม่ให้แจ้งความด้วย ซึ่งทางร้านก็ไม่ติดใจเอาความ เพราะถือว่าสำนึกผิด

ตร.เตรียมสอบ นพดล 15ก.พ.นี้ ปมประสานเข้าอุทยานฯคณะเปรมชัย

       ปทส.หมายเรียก “นพดล” เข้าพบ 15 ก.พ.นี้ จี้ปมประสานเข้าอุทยานฯคณะ “เปรมชัย” รับยังไติดต่อไม่ได้ แต่เชื่อไม่หลบหนี ชี้แค่เป็นพยานพ.ต.อ.ทัศนภูมิ จารุปรัช รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ (รอง ผบก.ปทส.) เปิดเผย สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ได้มีหมายเรียกให้ นายนพดล พฤกษะวัน อดีตข้าราชการกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช เข้าให้ปากคำในวันที่ พฤสบดี15 ก.พ.นี้ หลังถูกพาดพิงเกี่ยวข้องกับการขอเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกของ นายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหารและ กรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวกผู้ต้องหาล่าสัตว์ป่าสงวน โดยพนักงานสอบสวน ปทส.จะสอบปากคำนายนพดล ตั้งแต่ประวัติการรับราชการ / ปัจจุปันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของ นายเปรมชัย หรือไม่ / ประสานงานขั้นตอนการเข้าอุทยานฯกับใคร / มีการแจ้งวัตถุประสงค์การเข้าไปอย่างไร รวมถึงมีค่าตอบแทนหรือไม่

    

     แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดต่อนายนพดลได้ แต่หากวันที่ 15 ก.พ.นี้ไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนก็จะมีการออกหมายเรียกอีกครั้ง และหากไม่มาก็จะมีการออกหมายจับต่อไป แต่เบื้องต้น เชื่อว่า นายนพดล เป็นพยานในคดีไม่ใช่ผู้ต้องหาจึงเชื่อว่าไม่น่าจะหลบหนี แต่หากมีการหลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ทางพนักงานสอบสวนก็มีขั้นตอนในการดำเนินคดีตามกฏหมายอยู่แล้ว

    ส่วนนายเปรมชัย ทาง ปทส.ส่วนกลางยังไม่มีประเด็นที่ต้องสอบเพิ่ม ส่วนกรณีงาช้าง 2 คู่ที่ ตรวจยึดจากบ้านพักของ นายเปรมชัย ขณะนี้กรมอุทยานฯยังไม่รายงานผลการตรวจ DNA มาให้ทาง ปทส.คาดว่ายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 12 ก.พ.นี้ พนักงานสอบสวนจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 จะสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจรถ ในช่วงเวลาที่ นายเปรมชัย และพวกเข้าพื้นที่ เพื่อสอบสวนว่าเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ลุงเมานอนตายท้ายรถ เพื่อนไม่รู้ขับพาศพเข้าบ้านมาตั้งแต่อุดรฯจนถึงหนองคาย

      วันที่ 8 ก.พ. ร.ต.อ.กฤษณะ ธรรมจิตร รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เมืองหนองคาย รับพบศพชายนอนเสียชีวิตอยู่บนหลังรถกระบะที่จอดอยู่หน้า บ้านเลขที่ 97 หมู่ 4 ซอยไร่ยาสูบ ต.มีชัย อ.เมือง จ.หนองคาย จึงประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลหนองคาย แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยวีอาร์กู้ภัยหนองคาย

     

     ลุงเมานอนตายท้ายรถ เพื่อนไม่รู้ขับพาศพเข้าบ้านมาตั้งแต่อุดรฯจนถึงหนองคาย
ที่เกิดเหตุพบศพนายสนิท บุญค้ำ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 14 ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา สภาพสวมเสื้อยืดสีแดง สวมกางเกงขาสั้น นอนหงายเสียชีวิตอยู่บนที่นอนหลังรถกระบะโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ยค 1772 นครราชสีมา แพทย์ชันสูตรไม่พบร่องรอยหรือบาดแผลถูกทำร้ายร่างกาย ระบุเสียชีวิตจากระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว

     สอบสวนนายไพบูลย์ ศรีใสยา อายุ 46 ปี เจ้าของรถกระบะ ให้การว่าตนกับผู้ตายและเพื่อนอีก 1 คนมีอาชีพเร่ขายที่นอน ปกติผู้ตายชอบดื่มเหล้าเป็นประจำก่อนเสียชีวิตเดินทางกลับจากตระเวนขายที่นอนต่างจังหวัด โดยผู้ตายดื่มเหล้าและนอนมาหลังกระบะ มีผ้าห่มผืนบางๆห่มคลุม ตอนจอดเข้าปั้มที่อุดรธานียังคุยกันอยู่ แต่มาพอมาถึงบ้านไม่เห็นลงจากรถ เพื่อนอีกคนหนึ่งเดินไปเรียกถึงพบว่าเสียชีวิตแล้วเบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำศพส่งชันสูตรเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ก่อนให้ญาติรับศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

นายจ้างลวงลูกคนงานขายตัว ล้างหนี้ยาเสพติด 1 แสน

       วันที่ 8 ก.พ.2561 นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเด็กหญิงชาวลาว อายุ 13 ปี พร้อมมารดา และน้องวัย 1 ขวบ ออกมาจากบ้านของชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งเป็นพลเมืองดีในพื้นที่ ต.ทุ่งยาว อ.ปะเหลียน 

56

      หลังจากได้รับการแจ้งประสานขอความช่วยเหลือมายังผู้ว่าราชการจังหวัดตรังว่า เด็กหญิง อายุ 13 ปี ซึ่งได้ติดตามพ่อ แม่ มาทำงานรับจ้างอยู่ภายในแปลงเพาะพันธุ์กล้ายางของนายจ้าง ใน อ.ปะเหลียน แต่ได้ถูกลูกชายของนายจ้าง อายุประมาณ 27 ปี ล่อลวงนำไปขายตัวให้กับเอเย่นต์ค้ายารายหนึ่งในพื้นที่ เพื่อแลกกับหนี้ค่ายาเสพติดที่ค้างอยู่ จำนวน 1 แสนบาทเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ครอบครัวได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ปะเหลียน เมื่อวันที่ 19 ม.ค. แต่คดีไม่คืบหน้า ขณะที่พ่อแม่ของเด็กหญิงต้องลาออกจากงาน และไม่มีเงินติดตัว ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ ชาวบ้านในพื้นที่ทราบข่าวและสงสาร จึงให้ความช่วยเหลือและต้องอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ เปลี่ยนที่นอนทุกคืน เพราะถูกข่มขู่และกลัวอิทธิพล เนื่องจากนายจ้างเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

      ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวเด็กหญิง พร้อมมารดา และน้องสาววัย 1 ขวบ ออกมาอย่างปลอดภัย จากนั้นได้นำตัวไปสอบปากคำต่อหน้าสหวิชาชีพ และนำตัวไปพักพิงอยู่ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดตรัง ขณะเดียวกันจะได้ติดตามด้านคดีต่อไป

เกิดไฟไหม้ย่านการค้าเกาะพีพี นักท่องเที่ยวแตกตื่นวิ่งหนีตาย

    โดยเหตุเกิดภายใน ซอยสลิมกี้บาร์ หลังได้รับแจ้งพ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี  ประวิตร  ผวจ.กระบี่ มอบหมายให้ ว่าที่ ร.ต.อภินันท์  เผือกผ่อง  รอง ผวจ.กระบี่ พร้อมด้วยฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เกาะพีพี เพื่ออำนวยการณ์เหตุอัคคีภัยเกาะพีพี หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้อย่างหนักย่านการค้ากลางเกาะพีพี พื้นที่หมู่ 7. ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่

    ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีออกมาจากบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นจำนวนมากทั้งนี้ จังหวัดกระบี่ ได้จัดชุดปฏิบัติการพิเศษทางทะเลบูรณาการนำกำลังและเครื่องมืออุปกรณ์เข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือและได้มีการตัดกระแสไฟฟ้าบนเกาะพีพีแล้วขณะนี้เพลิงยังไม่สามารถควบคุมได้ โดยความเสียหายเบื้องต้น ไฟไหม้เสียหายประมาณ 20 คูหา และมีผู้บาดเจ็บ 3 ราย22.40 น. รายงานสถานการณ์ไฟไหม้ชุมชนเกาะพีพี จ.กระบี ล่าสุด สามารถควบคุมเพลิงได้ ไว้ในวงจำกัด

     เบื้องต้นทราบว่าต้นเพลิงเกิดบริเวณตลาดใจกลางเกาะพีพี ไฟลุกลามเป็นวงกว้าง สภาพตัวอาคารเป็นครึ่งปูนครึ่งไม้ ถูกไฟไหม้แล้ว 30 กว่าคูหา นักท่องเที่ยวและชาวบ้านช่วยกันสกัดเพลิง ล่าสุดเพลิงเริ่มสงบลงแล้ว ส่วนสาเหตุที่ควบคุมเพลิงได้ช้า เนื่องจากพื้นที่เกาะพีพีมีสิ่งปลูกสร้างหนาแน่น ประกอบกับสิ่งปลูกสร้างเป็นครึ่งปูนครึ่งไม้ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และลมแรง รวมถึงไม่มีอุปกรณ์ช่วยในการดับเพลิง ขณะที่หลายหน่วยที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 ราย  ล่าสุดปลอดภัยแล้ว

 

เด็กหัวโจกทำร้ายเพื่อนวัย 17 ดับคาห้องควบคุมศูนย์ฝึกเยาวชน

     (6 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสุราษฎร์ฯ พร้อมด้วยกองพิสูจน์หลักฐาน 8 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แพทย์ และมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ฯ ร่วมกันชันสูตรพลิกศพ เยาวชน 1 ราย ภายในห้องคุมบ้านแสงตะวันใหม่ ของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 แต่มีบริเวณแยกกับศูนย์ฝึกฯ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 6 ก.พ. 61 หลังรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ภายในว่าเกิดเหตุเยาวชนถูกรุมทำร้าย จากเพื่อนเยาวชนด้วยกันรวม 2 คน จนเสียชีวิต

   ในที่เกิดเหตุเป็นเรือนนอนชั้นล่างพบผู้เสียชีวิตทราบชื่อ นายเต้ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี สภาพนอนหงายบนเบาะนอนสีเขียว สวมเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นสีดำ เสียชีวิตมาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ในที่เกิดเหตุพบผ้าขนหนูสีเขียว 1 ผืน และหมอน 2 ใบ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่เบื้องต้นทราบว่าผู้ก่อเหตุมี 2 คน เป็นเยาวชนจากจังหวัดนครศรีธรรมราชของศูนย์ฝึกฯ เช่นกันอายุ 17 ปีทั้ง 2 ราย ได้ร่วมกันรุมทำร้ายจน นายเต้ เสียชีวิตคาที่นอน เจ้าหน้าที่ได้แยกตัวควบคุมไว้อีกห้องเพื่อสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง

    ทางด้าน นายวงศ์ศักดิ์ ประเทียบอินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกฯ ที่ร่วมตรวจสอบบอกว่า บ้านแสงตะวันใหม่ คือบ้านที่คัดแยกเยาวชนกลุ่มหัวโจกของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 มาพักเพื่อปรับทัศนคติ ซึ่งในวันนี้ได้มีการนำเยาวชนจำนวน 7 คนที่มาอยู่ที่บ้านแสงตะวันใหม่กลับเข้าศูนย์ฝึกฯ พร้อมนายเต้ออกมายังบ้านแสงตะวันใหม่ เพราะถ้าไม่แยกออกมาจะต้องมีปัญหากับเด็กที่ย้ายกลับทั้ง 7 คน เพื่อลดการกระทบกระทั่ง ซึ่งเมื่อนายเต้มาถึงก็ได้นำมาพูดคุยกับเยาวชนที่เหลือและแบ่งแยกจัดให้อยู่ร่วมกับผู้ที่ไม่ได้ขัดแย้งในห้วงระยะเวลาอันใกล้ และเป็นเยาวชนจากจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยกัน เนื่องจากห้องมีในจำนวนจำกัด ซึ่งก็ได้พูดคุยตกลงและทำความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว ก่อนให้อยู่ห้องเดียวกันด้วยความสมัครใจ แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดในที่สุดอย่างไรก็ตามหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนผู้ก่อเหตุทั้งสองรายอีกครั้ง เพื่อส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

น้ำท่วมเพชรบุรียังน่าห่วง ถนนเพชรเกษมอ่วมจราจรติดขัด

มวลน้ำหลากเข้าท่วมตัวเมือง ส่งผลน้ำท่วมถนนเพชรเกษม การจราจรติดขัดยาวกว่า 4 กิโลเมตร

เมื่อกลางดึกคืนวานนี้ (23 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ปล่อยน้ำลงท้ายเขื่อนเพชร ลดลงเหลือ 220 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ทำให้ระดับน้ำจเริ่มลดลงในช่วงเย็น แต่มวลน้ำที่ถูกปล่อยมาก่อนนั้นได้ถึงตัวเมืองเพชรบุรีอีกรอบ ทำให้น้ำที่ท่วมอยู่ในระดับไม่แตกแต่งจากช่วงกลางวันและเพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ปริมาณน้ำบนถนนเพชรเกษม ตั้งแต่ตำบลสมอพลือ มาถึงตัวเมืองเพชรบุรี ยังมีน้ำท่วมขังสูงเป็นช่วง ๆ สภาพการการจราจรยังติดขัดเป็นระยะทางยาวกว่า 4 กิโลเมตร ทั้งขาล่องใต้และขาเข้ากรุงเทพฯ รถวิ่งได้ช่องทางเดียวน ตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่ต้องประจำจุดคอยอำนวยความสะดวก

ล่าสุดกรมชลประทาน ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่สะพานดำ 10 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำตามจุดต่างๆ เพื่อระบายลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี และคาดว่าสถานการณ์จะกลับสู่เข้าสู่ภาวะปกติภายในสุดสัปดาห์นี้

“คุณหญิงหมอพรทิพย์” เรียกร้องแพทย์ผ่าศพน้องเมย ตอบข้อสงสัยสังคม

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ ระบุ น้องเมย เสียชีวิตแบบผิดปกติ-กะทันหัน อยากให้แพทย์ที่ชันสูตรพลิกศพ ออกมาชี้แจงให้สังคมไทยหายข้องใจ

วันนี้ ( 23 พ.ย.60) แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยถึงกรณีการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร น้องเมย นรต.ภคพงศ์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ว่า การเสียชีวิตของน้องเมย เป็นการเสียชีวิตแบบผิดปกติ เป็นการตายแบบกะทันหัน ซึ่งขั้นตอนในการชันสูตรพลิกศพ ต้องทำแบบ พญาธิแพทย์ และ นิติเวช ควบคู่กันไป

แต่กระบวนการที่มีการผ่าพิสูจน์น้องเมย เป็นแบบพญาธิเท่านั้น คือการตัดอวัยวะนำไปแช่ฟอร์มาลีนเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตโดยไม่ได้แจ้งญาติ ถึงขั้นตอนต่างๆ ส่วนการผ่าแบบนิติเวชเป็นการนำชิ้นส่วน ที่ต้องการผ่าตัดเพื่อหาสาเหตุการตาย ออกจากร่างกายต้องมีการแจ้งญาติด้วยวาจา เพราะถือเป็นวัตถุพยานหลังผ่าเสร็จจะต้องมีการนำชิ้นส่วนกลับใส่ในร่างกายเพื่อมอบให้กับญาติ

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ ระบุด้วยว่า โดยขั้นตอนการผ่าพิสูจน์น้องเมย ตนไม่ติดใจ แต่สาเหตุการเสียชีวิตและสถานที่ยังไม่รู้ และเชื่อว่ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการสื่อสารไม่ตรงกันระหว่างแพทย์ที่ผ่าพิสูจน์กับญาติ ดังนั้นจึงอยากให้แพทย์ออกมาชี้แจงเพื่อให้สังคมหายข้อข้องใจ

ทั้งนี้ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ เสนอแนะว่า ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ในการเสียชีวิต ผ่าพิสูจน์ศพจะต้องมีการลงรายละเอียดก่อนการผ่า เนื่องจากปัจจุบันการผ่าตัดแต่ละที่ยังมีมาตรฐานไม่เหมือนกันจึงอยากให้เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

โดยการบันทึกถ่ายภาพทุกขั้นตอน เพื่อเก็บเป็นหลักฐานและวัตถุพยานอย่างชัดเจน เพื่อชี้แจงกับญาติได้ทุกข้อสงสัยถึงสาเหตุการตาย ส่วนการเสียชีวิตในสถานที่ราชการ ควรยึดหลักสหประชาชาติที่ให้หน่วยงานกลางเข้ามาร่วมตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตด้วย